You can replace this text by going to "Layout" and then "Edit HTML" section. A welcome message will look lovely here.
RSS

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คาดว่าพระองค์คงเอาเงินไปจ่ายค่าแชร์คืนให้บวรเดชน่ะครับ... แฮ่ม...

มาเรียนรู้ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ 24 มิถุนา กัน...

"รัชกาลที่ ๗: ในและนอกตำราเรียน"

ในตำราเรียน: นักประชาธิปไตย

"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"

- พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
๒ มีนาคม ๒๔๗๗ [1]
----------------------
นอกตำราเรียน: สนับสนุนกบฏ

"นอกจากนี้ปรากฎหลักฐานทางทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ว่า พระปกเกล้าฯได้จ่ายเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่องค์เจ้าบวรเดชไป ซึ่งเข้าใจว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการกบฏคราวนั้น"

- คำพิพากษาศาลพิเศษ พ.ศ. ๒๔๘๒ เรื่องกบฏ [2]

อ้างอิง

[1] https://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

[2] https://www.facebook.com/photo.php?fbid=319581311460912&set=a.101154469970265.2055.100002271364703&type=1&theater

ได้ความคิดจาก:https://www.facebook.com/photo.php?fbid=265697900238831&set=a.220093644799257.1073741826.220082314800390&type=1&theater

- Admin AC & Ao
 — กับ จันทร์กระพ้อ ปานหงส์ และ14 อื่นๆ

Read Comments
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

พรบ. จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์

พรบ. จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์นั้นมีอยู่ 3 ฉบับ อย่างที่เราก็คงทราบกันดีอยู่แล้วคือ...

ฉบับที่ 1 ปี 2479 และต่อมาฉบับที่ 2 ปี 2484 ที่ปรีดีเสนอให้เพิ่มจำนวนกรรมการจาก 4 คนเป็นไม่น้อยกว่า 4 คน ( ไม่รู้จะแก้ทำเชี้ยอะไรครับ )

และก็ฉบับปี 2491 อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี ( หุหุ )

แต่จริงๆแล้ว ยังมีร่าง พรบ. จัดการทรัพย์สินฯ อีกฉบับหนึ่งที่ถูกเสนอร่างเข้าสภาโดย นายใหญ่ ศวิตชาต แกนนำพรรคประชาธิปัตย์รุ่นแรก ในการประชุมสภาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2490

โดย พรบ. แก้ไขฉบับนี้มีใจความสำคัญที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือ...

"มาตรา ๖ รายได้และรายจ่ายจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในความดูแลของกรรมการตามมาตรา ๕ วรรค ๒ ให้กรรมการเสนองบประมาณรายได้รายจ่ายประจำปีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อนุมัติ เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แล้ว และมีเงินเหลืออยู่เท่าไร จะทรงจำหน่ายจ่ายแจกประการใดย่อมเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ

ห้ามมิให้ผู้สำเร็จราชการแทนองค์พระมหากษัตริย์ใช้จ่ายเงินนอกเหนือไปจากการพระราชกุศลในฐานะองค์พระประมุขของชาติ"

ซึ่งมาตรานี้ใน พรบ. ปี 2491 ฉบับปัจจุบัน เขียนไว้ว่า...

""มาตรา ๖ รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา ๕ วรรคสองนั้นจะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือนบำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศลเหล่านี้ เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว เท่านั้น

รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายให้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ หรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการพระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะหรือในทางศาสนา หรือราชประเพณีบรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น"

แอดมินจะลองเปรียบเทียบกับ พรบ. ฉบับปัจจุบันดูนะครับ...

"ให้กรรมการเสนองบประมาณรายได้รายจ่ายประจำปีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อนุมัติ"
กับ
"เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว เท่านั้น"

"จะทรงจำหน่ายจ่ายแจกประการใดย่อมเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ห้ามมิให้ผู้สำเร็จราชการแทนองค์พระมหากษัตริย์ใช้จ่ายเงินนอกเหนือไปจากการพระราชกุศลในฐานะองค์พระประมุขของชาติ"
กับ
"จะจำหน่ายให้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ หรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการพระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะหรือในทางศาสนา หรือราชประเพณีบรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น"

จะเห็นว่าเนื้อหาไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างสำคัญเลย เป็นเพียงการเรียบเรียงเขียนใหม่เท่านั้น แต่เนื้อหายังเหมือนเดิมคือ รายจ่ายให้กษัตริย์อนุมัติ และรายได้ให้กษัตริย์ใช้ตามพระราชอัธยาศัย เว้นแต่ผู้สำเร็จฯให้ใช้ในงานการกุศล ซึ่งจริงๆแล้วในเนื้อหาส่วนอื่น พรบ. ฉบับนี้อาจดีกว่าฉบับปี 2491 ด้วยซ้ำ เช่น เรื่องการดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่ให้เป็นของสำนักพระราชวัง และเรื่องอำนาจของกรรมการทรัพย์สิน

นายใหญ่ได้ให้เหตุผลในการขอแก้ พรบ. ทรัพย์สินฯ ฉบับเดิมไว้ว่า...

"เนื่อจากพระราชบัญญัติที่ใช้อยู่ไม่รัดกุมพอที่จะทำความมั่นคงให้แก่ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ จึงควรปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆเสีย"

และนายใหญ่ยังเสริมความเห็นด้วยอีกว่า...

"อีกประการหนึ่ง ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้พระมหากษัตริย์ได้มีโอกาสหรือเป็นเกียรติยศที่จะได้ใช้ทรัพย์สินนี้ให้มากกว่าปกติ"

พูดง่ายๆก็คือ ต้องการให้กษัตริย์ได้ใช้เงินจากสำนักงานทรัพย์สินฯ เยอะๆ ก็เลยโอนอำนาจการดูแลจัดการและใช้จ่ายไปที่กษัตริย์นั่นเอง...

-----------

สุดท้ายแล้ว พรบ. ฉบับนี้ก็ไม่ได้ผ่านสภาครับ เพราะเกิดรัฐประหารปี 2490 ขึ้นมาก่อน...

แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การ "อุ้ม" ของคณะรัฐประหาร ก็ได้เสนอ พรบ. ทรัพย์สินฯ 2491 ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกันขึ้นมาแทน และก็ถูกใช้เรื่อยมา...

คงไม่เป็นเรื่องที่เกินไปนะครับที่จะบอกว่า ร่าง พรบ. ฉบับที่นายใหญ่ ศวิตชาต เสนอนี่แหละ เป็นต้นแบบของ พรบ. จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับปี 2491 ที่ทุกๆคนต่างก็หวงแหน ( แฮ่ม... ) ในปัจจุบันนั่นเอง...

ปล. ดูรายชื่อคนร่วมเสนอนะครับ เลียง ไชยกาล "ปรีดีฆ่า ร.8" ไหมครัช

Read Comments
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

นิธิ เอียวศรีวงศ์: อำนาจที่ไม่รู้จัก

หลังประกาศจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวของคณะทหาร ชาวกัมพูชาและพม่าจำนวนมากเดินทางกลับประเทศอย่างรีบด่วน แม้ว่าประกาศนั้นไม่ได้ระบุแน่ชัดว่า จะจับแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนส่งกลับในฐานะลักลอบเข้าเมืองก็ตาม อันที่จริงถ้าถูกส่งกลับก็ยังทุ่นค่ารถไปถึงชายแดน
ทำไมจึงต้องรีบกลับ เหตุผลก็คือ ในชีวิตปกติของแรงงานข้ามชาติซึ่งไม่ได้ลงทะเบียนไว้กับทางการ ต้องเผชิญกับการรีดไถและเอาเปรียบของเจ้าหน้าที่ และเจ้าของกิจการหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว การจัดระเบียบซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะทำอะไร อาจเป็นโอกาสเปิดกว้างแก่การรีดไถเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีขีดจำกัดก็ได้ (เช่น ให้เลือกระหว่างการถูกส่งตัวกลับ กับการถูกฟ้องฐานลักลอบเข้าประเทศซึ่งมีโทษจำคุกอยู่ด้วย) ฉะนั้นรีบกลับไปเสียก่อนพร้อมทั้งเงินเก็บจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
เป็นเวลากว่าทศวรรษมาแล้วที่ไทยต้องอาศัยแรงงานข้ามชาติ เพราะแรงงานไร้ฝีมือและค่าแรงต่ำมีไม่พอในประเทศ แม้แต่สมมติว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ขยายตัวในอัตราที่สูงดังประมาณการไว้ก่อนหน้า ไทยก็ยังต้องพึ่งแรงงานต่างชาติต่อไป ยิ่งในระยะ 10 ปีข้างหน้า ความขาดแคลนแรงงานก็จะยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เมื่อพม่า กัมพูชา และเวียดนามพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไปมากกว่านี้ คาดการณ์กันมานานแล้วภูมิภาคอุษาคเนย์ทั้งภาคจะขาดแคลนแรงงาน (ทั้งไร้ฝีมือและมีฝีมือ) ใน 10 ปีข้างหน้า
ฉะนั้น การอพยพกลับด้วยความตื่นตระหนกของแรงงานข้ามชาติในครั้งนี้ ซึ่งไม่รู้ชัดว่ามีจำนวนเท่าไร (บางแหล่งประมาณการว่าเฉพาะชาวกัมพูชามีกว่าแสน) แต่คงต้องมากพอที่จะทำให้ผู้ประกอบการตามชายแดนร้องโวยวายเสียงดัง เท่าที่กฎอัยการศึกจะยอมให้ดังได้
และด้วยเหตุดังนั้น จึงมีประกาศของ คสช. ยืนยันว่า ทางฝ่ายผู้ถืออำนาจยังไม่ได้ตัดสินใจชัดเจนว่า จะจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติอย่างไร หากแรงงานพม่าและกัมพูชารู้ข่าวนี้ ก็คงอยู่รอดูท่าทีไปก่อนจะรีบย้ายกลับตามเพื่อนไป
อำนาจสูงสุดที่ คสช. ยึดไว้ได้นั้น ต้องมาเผชิญกับอำนาจอีกอย่างหนึ่งซึ่งประชาชนในอุษาคเนย์ใช้ต่อสู้กับอำนาจรัฐมาตั้งแต่โบราณ นั่นคือ อำนาจเท้า สิ่งที่ผู้ปกครองรัฐโบราณของอุษาคเนย์กลัวที่สุดก็คือ ประชาชนจะใช้อำนาจนี้พาตัวเองออกไปจากรัฐที่เรียกเก็บส่วยสินค้าหรือแรงงานสูงเกินไป เพราะรัฐโบราณในภูมิภาคนี้ล้วนตั้งอยู่ไม่ไกลจากดินแดนปลอดรัฐ คือเขตป่าเขาหรือเกาะแก่งในท้องทะเล ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจปกครองของใคร หากรัฐใดสูญเสียกำลังไพร่ไปกับอำนาจเท้ามาก ๆ รัฐนั้นก็จะเสื่อมโทรมลง จนในที่สุด ก็อาจตกเป็นประเทศราชของคนอื่น
การยอมรับอำนาจรัฐนั้นเป็นการเลือกของคนจำนวนมาก ที่ยังอยู่ในรัฐก็เพราะเลือกจะอยู่ ที่กลายเป็น "คนป่า" ก็เพราะเลือกจะเป็นคนป่า แม้รัฐสมัยใหม่ไม่เหลือพื้นที่ปลอดรัฐให้ใครอีกแล้ว แต่ประชาชนระดับล่างสุดซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นแรงงานข้ามชาตินี่แหละที่ยังเหมือนประชาชนในรัฐโบราณ นั่นคือ ยังมีทางเลือกจะอยู่หรือไม่อยู่ในรัฐได้ในระดับสูงกว่าคนทั่วไป ทั้งนี้ เพราะในฐานะคนระดับล่าง เขาก็ไม่ค่อยได้อะไรจากรัฐอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐของเขาเอง หรือรัฐของคนอื่นที่อพยพเข้าไปทำมาหากิน
อำนาจเท้าเป็นอำนาจอีกอย่างหนึ่งที่กองทัพซึ่งยึดอำนาจบ้านเมืองในทุกแห่ง ไม่ค่อยรู้จัก
ในช่วงเวลาใกล้กันกับเรื่องแรงงานข้ามชาติ ก็มีเรื่องที่กระทรวงคมนาคมเสนอโครงการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้วยเงิน 3.3 ล้านบาท ข่าวคราวในระยะแรกดูเหมือนผู้ใหญ่ใน คสช. ก็ให้ความเห็นชอบ แม้ไม่มีในรายละเอียด แต่ก็เห็นชอบโดยหลักการ
เกือบจะเป็นการสวนทันควันทันที คือคำวิจารณ์จากสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทีแรกก็เย้ยว่า ยกเอาโครงการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาทั้งดุ้น (ซึ่งทำให้เกิดคำถามกับความชอบธรรมในการยึดอำนาจ) แถมยังเป็นโครงการที่ศาลรัฐธรรมนูญและพรรคฝ่ายค้านต่อต้านมาอย่างอื้อฉาว ต่อมา เมื่อรายละเอียดของโครงการปรากฏเป็นข่าวมากขึ้น คำวิจารณ์ก็ขยับไปสู่เนื้อหาของโครงการ เช่น ด้วยเงินจำนวนที่สูงกว่า เหตุใดจึงไม่มีรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะเป็นการ "ปฏิวัติ" ระบบขนส่งของไทยให้ทันกับเพื่อนบ้าน
มีคนตั้งคำถามกับการลงทุนผิดประเภทไปกับสายการบินแห่งชาติ ซึ่งประสบการขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาหลายปี เพราะไม่เคยถูก "ยกเครื่อง" ด้านการบริหารภายในเลย (เช่น แทนที่จะซื้อเครื่องบิน เอาเงินมาจ้างให้พนักงานที่มีล้นเกินออกเสียบ้างจะดีกว่า อย่างน้อยเงินก็ยังไหลอยู่ในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา) เงินจำนวนมากขนาดนี้ ไม่มีทางจะได้มาโดยทางอื่นใดนอกจากการกู้ ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของโครงการตามข้อเสนอของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่อมาสื่อกระแสหลักซึ่งอยู่ในความควบคุมของ คสช. ก็เริ่มมีบทความวิจารณ์โครงการนี้บ้าง (แม้อย่างไม่รุนแรงและตรงไปตรงมาเท่าไหร่)
ในที่สุด หัวหน้า คสช. ก็ต้องออกมาปฏิเสธว่า โครงการนี้ยังไม่ได้รับอนุมัติ เป็นเพียงข้อเสนอของกระทรวงคมนาคมเท่านั้น (หลังจากเป็นข่าวมาร่วม 10 วันแล้ว) พร้อมกันนั้นก็ยืนยันว่าหนี้ของรัฐบาลไทยยังไม่เกินเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้
นี่ก็เป็นอำนาจที่กองทัพไม่รู้จักอีกอย่างหนึ่ง ซ้ำเป็นอำนาจที่ซับซ้อนกว่าอำนาจเท้าของแรงงานข้ามชาติเสียอีก
ความซับซ้อนอันแรกคือ "ออนไลน์" หรือเส้นทางสื่อสารบนพื้นที่ไซเบอร์ ในขณะที่อำนาจรัฐหลายแห่งพยายามเข้าไปควบคุมมัน ทั้งด้วยอำนาจดิบที่ถืออยู่ในมือ และอำนาจเทคโนโลยีซึ่งต้องคิดหรือซื้อมาใช้ แต่อำนาจรัฐเป็นฝ่ายวิ่งตามตลอดมา เพราะเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่ง การแสวงหากำไรในตลาดทำให้เกิดเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่อยู่ตลอดเวลา รัฐต้องคิดหรือซื้อเทคโนโลยีใหม่เพื่อไล่ตาม แต่ก็ไม่เคยตามทัน เพราะเมื่อเทคโนโลยีเป็นสินค้า ก็ย่อมมีผู้คิดสินค้าใหม่ที่ไม่เหมือนเก่ามาขายเสมอ
อำนาจรัฐบนพื้นที่ไซเบอร์ทุกแห่งจึงมีช่องโหว่เสมอ แม้แต่ในจีนซึ่งผู้มีอำนาจในไทยอยากใช้เป็นต้นแบบ ก็มีช่องโหว่มากมาย
ปัญหาคือกองทัพจะใช้อำนาจอะไร เพื่อเอาชนะอำนาจของเทคโนโลยีการสื่อสารบนพื้นที่ไซเบอร์ซึ่งกองทัพไม่รู้จัก และว่าที่จริงก็ไม่มีใครรู้จักมันพอจะควบคุมมันได้จริงสักคน
ความซับซ้อนประการที่สอง คือ สื่อกระแสหลัก เมื่อกองทัพทำรัฐประหาร อำนาจที่ควบคุมสื่อกระแสหลักจึงกลายเป็นสองอย่าง หนึ่ง คือ อำนาจของ คสช. และสอง คือ อำนาจของเจ้าเก่า ได้แก่ ตลาด อำนาจเจ้าเก่านี้ไม่เคยจากไปไหน และมีภาษีเหนือกว่าอำนาจใดก็ตามที่เข้ามาแบ่งปันอำนาจไปถือร่วมด้วยเสมอ อย่าลืมว่าสื่อคือธุรกิจ ซ้ำในสมัยนี้เป็นธุรกิจเต็มตัว เรื่องที่อื้อฉาวขนาดนี้ในสื่อออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์ค จะให้สื่อซึ่งมุ่งขายตลาดเป่าสากอยู่ได้อย่างไร เสนอตรง ๆ ไม่ได้ก็ต้องเสนออ้อม ๆ พูดบนบรรทัดไม่ได้ก็พูดระหว่างบรรทัด เขาทำหนังสือพิมพ์ขายนะครับ ไม่ได้ทำหนังสือพิมพ์แจก และความขายได้คือ ทางมาแห่งโฆษณา
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ทีวี ซึ่งเคยเป็นสื่อเซื่อง ๆ ของรัฐตลอดมา บัดนี้เขาลงทุนหากำไรกับทีวีเป็นพัน ๆ ล้าน ซ้ำยังต้องแข่งกันอย่างถึงพริกถึงขิง ไม่ช้าก็เร็ว ทีวีย่อมต้องตอบสนองต่อเจ้าพ่อ คือตลาดมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จะไม่พูดถึงการใช้เงิน 3.3 ล้านล้านสักแอะเดียว ใครจะดูช่องคุณล่ะครับ
อำนาจอะไรเล่าครับที่เก่งพอจะคุมอำนาจตลาดได้ รัฏฐาธิปัตย์หรือ? แปลว่าอะไร ใครรู้ช่วยบอกที
ความซับซ้อนแห่งอำนาจอย่างที่สาม คือ อำนาจแห่งการวิจารณ์ การวิจารณ์คือการประเมิน (ด้วยอคติ - รัก โลภ โกรธ หลง - หรืออย่างเที่ยงธรรม หรือด้วยความรักชาติ รักทหาร) คือท่าทีของการทำให้วัตถุแห่งการประเมินด้อยอำนาจลง อย่างน้อยก็ชั่วคราว แต่การประเมินของสาธารณชนกลายเป็นวัฒนธรรมปกติในสังคมไทยมานานแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นการประเมินที่มีคุณภาพหรือไม่ก็ตาม) กองทัพจึงต้องมาเผชิญกับอำนาจที่ไม่รู้จัก และไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร อีกอย่างหนึ่ง ห้ามวิจารณ์โดยเด็ดขาด ก็ฝืนธรรมชาติมนุษย์ ให้วิจารณ์ได้บ้าง ก็ไม่มีทางจะขวางกั้นมิให้กลายเป็นตำหนิอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในสื่อที่กองทัพคุมไม่อยู่ (บนพื้นที่ไซเบอร์ และสื่อต่างประเทศ)
อำนาจสูงสุดที่ไม่มีกฎหมาย, ประเพณี, ความชอบธรรม, หรือความยินยอมพร้อมใจรองรับ ต้องรักษาความเป็นอำนาจสูงสุดไว้อย่างไม่เสื่อมคลายเลย จึงเปิดพื้นที่ให้แก่การวิจารณ์ไม่ได้ เพราะดังที่กล่าวแล้วว่า การประเมินย่อมทำให้วัตถุที่ถูกประเมินด้อยอำนาจลง ความด้อยอำนาจแม้ในระยะเวลาอันสั้นก็มีอันตรายอย่างใหญ่หลวง
ผบ.ทบ. เคยกล่าวก่อนการยึดอำนาจว่า อย่าสู้กับทหาร เพราะจะไม่มีทางชนะ แต่หากอำนาจที่จะสู้กับทหาร ไม่ใช่อำนาจทางทหารเล่า ทหารจะชนะตลอดไปหรือไม่ หลังยึดอำนาจแล้ว ทหารต้องเผชิญกับอำนาจที่ไม่รู้จักอีกมากมายในสังคม อำนาจที่ไม่อาจเอาชนะได้ด้วยการบดขยี้โดยกำลังทหาร และไม่ได้มีเพียงอำนาจไม่กี่อย่างที่ได้ยกมาให้ดูในบทความนี้ แต่ยังมีอำนาจอื่น ๆ ในสังคมไทยอีกมากที่ทหารหรือกองทัพไม่รู้จัก
ทั้งนี้ มิได้หมายความว่ากองทัพหรือทหารไม่ฉลาด แต่ระบบการศึกษาแผนใหม่ทำให้ทหารก็ตาม, วิศวกรก็ตาม, แพทย์ก็ตาม, โปรแกรมเมอร์ก็ตาม รู้จักความจริงเพียงส่วนเดียวของโลก ซ้ำการศึกษาของไทยยังชวนให้เข้าใจผิดว่าความจริงส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ นี้คือ ทั้งหมดของความจริงในโลก จึงใช้ความรู้ที่เป็นส่วนเสี้ยวของความจริงทั้งหมดที่ตนเชี่ยวชาญไปจัดการกับโลก
ผลก็คือความสูญเสียที่ไม่จำเป็น ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนรายวัน 23 มิ.ย. 2557

Read Comments
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ประชาธิปไตยจากพื้นถิ่น

ระยะนี้พูดกันมากว่าประชาธิปไตยเป็นแนวคิดตะวันตก คนที่พูดอย่างนี้หากเป็นคนที่ไม่ได้ศึกษาค้นคว้าทางวิชาการอะไรก็ไม่ควรเอามาตรวัดความรู้อะไรไปตัดสินเขา เพราะเขาพูดจากความเชื่อล้วนๆ เหมือนความเชื่อที่ว่า สมัยก่อนคนเหาะได้ นรก-สวรรค์มีจริง อะไรพรรค์นั้น แต่กับคนที่เรียกตัวเองหรือกินอยู่ในหน้าที่ทางสังคมว่า "นักวิชาการ" แล้วล่ะก็ ต้องต่อว่ากันว่า นี่แสดงว่าพวกคุณไม่ได้สนใจข้อถกเถียงใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้กันบ้างเลยหรืออย่างไร นี่แสดงว่าความรู้ของคุณมันจำกัดทั้งสายาวิชาและช่วงเวลาของการศึกษา นี่แสดงว่าคุณเลิกทำวิจัยมานานแล้ว หรือไม่ก็ทำวิจัยเฉพาะในกะลาวิชาการแบบไทยๆ จึงไม่เคยให้ใครในโลกนี้เขาตรวจสอบความรู้คุณเลย ในระหว่างที่ทำวิจัยเรื่อง "ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย" พร้อมๆ กับทำวิจัยในพื้นที่ของตนเองเรื่อง “พลังชุมชนของชนบทใหม่ในกระแสโลกาภิวัตน์" ผมพบงานศึกษากลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ คือการศึกษาประชาธิปไตยในแนวทางมานุษยวิทยา (anthropology of democracy) ประเด็นสำคัญคือ การศึกษาประชาธิปไตยในทางมานุษยวิทยาไม่ได้จะดูว่าสังคมต่างๆ ที่ศึกษาเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน เป็นประชาธิปไตยหรือยัง หรือมีกลไกอะไรที่ขัดขวางหรือส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย บางคนอาจเข้าใจว่า นักมานุษยวิทยาสนใจวัฒนธรรมที่หลากหลายจึงอาจศึกษาดูว่าประชาธิไตยในถิ่นต่างๆ มีลักษณะเฉพาะอย่างไร นั่นอาจจะเป็นแนวทางที่นักมานุษยวิทยาบางคนใช้ เช่นที่บางคนพูดถึงประชาธิปไตยแบบไทยที่ไม่เหมือนใครในโลก แต่นั่นเท่ากับเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมที่นำเอาแนวคิดประชาธิปไตยไปบิดเบือนเพื่อคงความเหลื่อมล้ำไว้อย่างเช่นในสังคมไทย นักมานุษยวิทยาในโลกสากลไม่ได้สนใจประชาธิปไตยในลักษณะนั้น หากแต่เขาจะพิจารณาดูว่า “ประชาธิปไตย” ถูกใช้โดยใคร อย่างไร ในสังคมต่างๆ ทั่วโลก ประชาธิปไตยถูกเข้าใจอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นการศึกษาวิธีที่ชนกลุ่มน้อยในบางประเทศอาศัยประชาธิปไตยเป็นเครื่องต่อรองเพื่อสร้างตัวตนในทางการเมืองของตนเองในตุรกี การศึกษาวิธีที่คนวรรณะต่ำๆ ใช้ประชาธิปไตยเพื่อแสดงสิทธิเสียงของตนเองในอินเดีย วิธีการศึกษาแบบนี้ต่างการการศึกษาประชาธิปไตยในทางรัฐศาสตร์ ที่มักเน้นการวัดความเป็นประชาธิปไตย ราวกับว่ามีมาตรวัดประชาธิปไตยอยู่ที่ไหนสักแห่ง แล้วดูว่าประเทศนั้นๆ สังคมนั้น ๆ เป็นประชาธิปไตยแล้วหรือยัง เป็นแค่ไหน มีอะไรเป็นตัวถ่วงความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แล้วจะแก้ไขอย่างไร แต่ปัจจุบัน มีนักมานุษยวิทยาอีกกลุ่มหนึ่ง ที่หันมาสนใจแนวคิดเรื่อง “ประชาธิปไตยจากพื้นถิ่น” (vernacular democracy) นำโดยนักมานุษยวิทยาแนวหน้าอย่างเดวิด แกรเบอร์ (David Graeber) และมิเชล-โรลห์ ทรุยโยต์ (Michel-Rolph Trouillot) นักมานุษยวิทยาชาวเฮติผู้เพิ่งล่วงลับ รวมทั้งนักคิดอินเดียแนวหลังอาณานิคมชั้นนำอย่างพาธา ชัตเตอร์จี (Partha Chatterjee) แนวคิด “ประชาธิปไตยจากพื้นถิ่น” เสนอว่า แท้จริงแล้วความคิดประชาธิปไตยไม่ได้มาจากตะวันตก หากแต่มาจากวิถีชีวิตของชนพื้นถิ่นที่พบเห็นได้ทั่วไปนอกประเทศตะวันตก แกรเบอร์เก็บข้อมูลทั้งจากในอดีตและต่างถิ่นในปัจจุบัน ที่น่าสนใจคือ แกรเบอร์พบว่า วิถีชีวิตแบบชาวอินเดียนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาที่ชาวตะวันตกบันทึกไว้ก่อนการเกิดประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีลักษณะเดียวกันกับวิถีชีวิตแบบสังคมประชาธิปไตย ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค แกรเบอร์ตั้งข้อสังเกตว่า นั่นอาจจะเป็นแนวทางให้ชาวตะวันตกที่ตั้งใจจะปลดแอกตนเองจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษตระหนักในวิถีชีวิตที่แตกต่างจากในอังกฤษ และเป็นที่มาของประชาธิปไตยแบบอเมริกัน ส่วนทรุยโยต์ ซึ่งส่งแรงบันดาลใจแก่ชัตเตอร์จีในภายหลัง ได้ชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเสมอภาคของชาวเฮติเพื่อปลดแอกตนเองจากฝรั่งเศสนั้น มีมาก่อนหรืออย่างน้อยก็พร้อมๆ กันกับระยะที่เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือ ทรุยโยต์ชี้ว่า ขณะที่การปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตยของชาวฝรั่งเศสนั้นยังไม่ได้สนใจใยดีต่อเสรีภาพและความเสมอภาคของชนชาติอื่นๆ ที่ถูกฝรั่งเศสปกครองอยู่ เสรีภาพและความเสมอภาคของชาวเฮตินั้นเกิดขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการที่เสรีภาพและความเสมอภาคจะต้องคำนึงถึงไม่เว้นชนชาติ ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่า ประชาธิปไตยของเฮตินั้น “เป็นสากล” และก้าวหน้าเสียยิ่งกว่าประชาธิปไตยแบบฝรั่งเศสในยุคแรกเริ่มด้วยซ้ำ หากยังเห็นว่างานศึกษาเหล่านี้ก็เป็นงานตะวันตก เป็นแนวคิดตะวันตก เพียงเพราะงานเขียนเหล่านี้ใช้ภาษาอังกฤษล่ะก็ โปรดอยู่ในโลกที่เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นของตะวันตกเท่านั้น ดุจเดียวกับที่พวกคุณคงยังเชื่อในนรก-สวรรค์กันอยู่ต่อไปก็แล้วกัน แต่หากลองเปิดหูเปิดตาดูบ้างว่าโลกประชาธิปไตยมีที่มาที่ไม่ใช่ในตะวันตกเพียงเท่านั้นแล้ว ก็คงจะเข้าใจได้บ้างว่า ทำไมคนพื้นถิ่นต่างๆ เขาจึงถวิลหาประชาธิปไตยกันนัก ทำไมชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา คนยากคนจน จะเข้าใจประชาธิปไตยมากกว่าชาวกรุงชาวเมืองบ้างไม่ได้ ทำไมประชาธิปไตยจึงแนบแน่นอยู่ในวิถีชีวิตของคนธรรมดาสามัญ และทำไมชาวบ้านร้านตลาดเขาถึงหวงแหนประชาธิปไตยกันนัก นั่นก็เพราะประชาธิปไตยเป็นของเขา ประชาธิปไตยกลายเป็นของสามัญชนชาวไทยไปแล้ว ไม่ได้จำเป็นต้องมาจากตะวันตกห่างไกลที่ไหน - See more at: http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra/post/4826?page=1#sthash.4bzfc7K3.dpuf

Read Comments
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ทหารของประชาชน

"Quân đội nhân dân” (กวนโด่ยเยินเซิน) ภาษาเวียดนาม แปลตามตัวว่า “กองทัพประชาชน” ผมคิดว่าน่าจะหมายความได้ทั้งว่ากองทัพเป็นของประชาชน และการที่กองทัพก็คือประชาชนและประชาชนก็คือกองทัพ

นี่ชวนให้ผมลองนั่งนึกเปรียบเทียบกองทัพของประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดู แล้วก็คิดเรื่อยเปื่อยไปว่า จะสรุปได้หรือไม่ว่า หากจะมีกองทัพของประเทศไหนที่เรียกตนเองว่าเป็น “กองทัพประชาชน" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำล่ะก็ เห็นจะมีก็แต่กองทัพเวียดนามนั่นแหละที่พอจะคุยได้

การเกิดของรัฐสมัยใหม่ในเอเขียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนจำเป็นต้องมีทหารเป็นกำลังสำคัญ หากแต่กองทัพในแต่ละประเทศมีบทบาทเคียงข้างประชาชนหรือไม่ แตกต่างกันไป

หลังศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา การสงครามมีบทบาทน้อยกว่าการค้าทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จวบจนกระทั่งมีอำนาจอาณานิคมตะวันตกนั่นแหละ ที่จะมีการสงครามกันจริงจังอีกครั้งหนึ่ง หากจับประเด็นตามแอนโทนี รีดไม่ผิด (Anthony Ried. Southeast Asia in the Age of Commerce, 1988) การสงครามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคพื้นทวีปนั้น มีไปเพื่อการเสริมสร้างกำลังคน

ที่รบกันอย่างเอาเป็นเอาตายกันไปข้างหนึ่งแบบในภาพยนตร์ไทยย้อนยุคน่ะ เขาไม่ทำกันหรอก เพราะจะเสียโอกาสที่จะได้กวาดต้อนกำลังทหารของอีกฝ่ายหนึ่งมาเป็นแรงงาน มาเป็นไพร่ในสังกัดของตน ในแง่นี้ ตรรกของการยุทธหัตถีก็คือการที่มีเพียงผู้นำเท่านั้นที่จะมีเอาเป็นเอาตายกัน แต่ไพร่พลน่ะ ยืนดูแล้วรอว่าใครชนะก็ไปอยู่กับฝ่ายนั้น

แต่หลังจากศตวรรษที่ 18 กำลังการผลิตที่สำคัญได้รับการชดเชยไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการอพยพของแรงงานชาวจีน ปรกอบกับเกิดการขยายตัวของการค้าทั้งระหว่างยุโรป เอเชียตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกไกล เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้โลกทั้งใบมุ่งค้าขายมากกว่าทำสงคราม ระยะนั้นบทบาททหารในภูมิภาคนี้ก็ลดน้อยลงไปด้วย

ในยุคอาณานิตมตะวันตกในศตวรรษที่ 19 กองทัพของเจ้าอาณานิคมและเจ้าศักดินาที่ร่วมมือกับชาติตะวันตกย่อมมีบทบาทหลักในการควบคุมประชาชนใต้อาณานิคม เช่น กองทัพฝรั่งเศสนำกำลังค่อยๆ คืบคลานยึดอำนาจเริ่มตั้งแต่ยึดไซ่ง่อน เว้ จรดฮานอยและหมดทั้งเวียดนามเหนือใข้เวลาถึงร่วม 30 ปี (1860-1890) ถ้าอยากรู้ว่ากองทัพดัชจัดการกับเจ้าครองนครต่างๆ อย่างไรในปลายศตวรรษที่ 19 ก็ลองอ่านฉากที่เจ้าครองนครเดินดาหน้าเข้าไปให้ทหารดัชฆ่าตายในบาหลีที่บรรยายโดยนักมานุษยวิทยาอเมริกันอย่างคลิฟเฟิร์ด เกีร์ยซดู (Clifford Geertz. Theartre State, 1980)

ส่วนสยามประเทศนั้น แม้จะถือว่า "ไม่เป็นอาณานิคมของใคร" แต่หากใครยืนอยู่ในฐานะเจ้าครองนครและประชาชนของเมืองแพร่ เมืองเชียงใหม่ ที่ไหนก็ตามในอีสาน และรัฐปาตานี ซึ่งเคยมีอำนาจเป็นเอกเทศจากสยาม ก็จะเห็นว่ากองทัพสยามเป็นเครื่องมือของขนขั้นนำสยามในการสร้างอำนาจรวมศูนย์ที่แปลงคนอื่นให้กลายเป็นไทย การปราบกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ กบฏผีบุญต่างๆ ในอีสาน การผนวกปาตานีมาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามเพื่อสถาปนารัฐสมัยใหม่ขึ้นเหนือดินแดนที่ไม่เคยเป็นประเทศไทยอย่างทุกวันนี้มาก่อน (อ่าน ธงชัย วินิจจะกูล. กำเนิดสยามจากแผนที่, 2557)

ที่กองทัพสยามจะได้สู้กับอาณานิคมตะวันตกจริงๆ น่ะ มีไม่กี่ครั้งและทุกครั้งก็แพ้ราบคาบไป แม้แต่การไป “ปราบฮ่อ” ก็ไม่ได้ไปปราบจริง เพราะกว่าจะรวบรวมกำลังเดินทางไปถึงที่นั่น  ฝรั่งเศสก็ปราบฮ่อเสียราบคาบไปก่อนหน้าเป็นปีแล้ว มิพักต้องกล่าวว่าทหารหาญที่ถูกเกณฑ์ไปนั้นเป็นเหล่าไพร่-ทาสที่ล้มตายกลางทางเสียมากกว่าเจ็บตายจากการสู้รบ หากแต่กระบวนการสร้างรัฐรวมศูนย์และทำให้ทุกคนกลายเป็นไทยยังไม่จบสิ้น จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่จบ ทหารกับการสร้างความเป็นไทยจึงอยู่ยงคงต่อมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มสร้างชาติไทยในปลายคริสตศตวรรษที่ 19

สิ่งนี้ทำให้กองทัพไทยแตกต่างจากกองทัพประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่กองทัพประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกับประขาชนในการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมเป็นสำคัญ นับตั้งแต่อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม สงครามปลดปล่อยประชาชน เพื่อสร้างชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือสงครามที่ประชาชนและทหารหรือจะกล่าวให้ถูกคือ การที่ประชาชนกลายเป็นทหาร ร่วมมือกันเพื่อปลดปล่อยตนเองจากอำนาจการปกครองของเจ้าอาณานิคมตะวันตก ทว่า ประสบการณ์นี้ไม่มีในประเทศไทย ประเทศไทยจึงไม่มีความรักชาติในความหมายของการปลดปล่อยตนเองออกจากตะวันตก ไม่มีตะวันตกเป็นศัตรูอย่างเป็นรูปธรรมที่ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมแบบเดียวกับที่ประเทศอื่นในภูมิภาคนี้เขามีกัน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้กองทัพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้มแข็งอย่างอินโดนีเซียและพม่า แตกต่างจากกองทัพเวียดนามคือ หลังการปลดปล่อยจากอาณานิคมตะวันตก กองทัพอินโดนีเซียและพม่าหักหลังประชาขน นี่รวมทั้งกองทัพฟิลิปปินส์ ที่ไม่น้อยหน้ากองทัพอินโดนีเซียและกองทัพไทย ที่ร่วมมือใกล้ชิดกัยสหรัฐอเมริกาในการปราบปรามประชาขนของตนเองที่เป็น "คอมมิวนิสต์" กองทัพพม่าต่างออกไปตรงที่กองทัพหักหลังชนกลุ่มต่างๆ ยึดอำนาจการปกครองแล้วสร้างรัฐรวมศูนย์ด้วยอำนาจเผด็จการทหารจวบจนทุกวันนี้ กองทัพของหลายๆ ประเทศจึงกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมประชาชน การจะหากองทัพที่เป็นกองทัพประชาชนนั้น ยากเต็มที

กองทัพเวียดนามนั้นแตกต่างออกไป หลังทศวรรษ 1940s-1950s เมื่อชนะฝรั่งเศสแล้ว กองทัพเวียดนามเหนือทำสงครามต่อสู้กับกองทัพเวียดนามใต้ที่อเมริกันหนุนหลัง ต่างฝ่ายต่างอาศัยพลเรือนเป็นกำลังสำคัญทั้งในแง่ของกำลังแรงงาน กำลังรบ และการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ กองทัพต้องทำให้ตนเองใกล้ชิดเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน และทำให้กองกำลังของอีกฝ่ายกลายเป็นศัตรู แน่นอนว่าเมื่อฝ่ายหนึ่งแพ้ คือฝ่ายเวียดนามใต้ ประชาชนของฝ่ายนั้นย่อมไม่อาจยอมรับว่ากองทัพเวียดนามเหนือเป็นกองทัพประชาชนได้ หากแต่สำหรับเวียดนามเหนือ กองทัพยังคงเป็นของประชาชน คือประชาชนฝ่ายตนที่ชนะ

กระนั้นก็ตาม ในระยะหลัง ก็เริ่มมีปัญญาชนในฝ่ายของเวียดนามเหนือเองเป็นจำนวนมากตั้งคำถามกับกองทัพและการนำประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมืองระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ นักเขียนเหล่านี้จำนวนมากประสบชะตากรรมแตกต่างกันไป บางคนถูกจองจำในบ้านตนเอง งานของบางคนกลายเป็น “ความลับของทางการ” ที่หากเล็ดรอดออกไปพิมพ์ในต่างประเทศก็จะกลายเป็นการขายความลับของทางราชการ งานของบางคนต้องเขียนเป็นสัญลักษณ์ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนกระทั่งประชาชนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจว่ากำลังวิจารณ์อะไร

ปัจจุบันในระยะที่ความเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลและสมาชิกระดับสูงบางคนของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามถดถอยลง กองทัพเวียดนามก็ยังคงความเชื่อถือจากประชาชนเอาไว้ได้ เนื่องจากกองทัพหลีกเลี่ยงการปะทะกับประชาชน ด้วยการที่ให้ตำรวจทำหน้าที่ปราบปรามภัยความมั่นคงต่างๆ ในประเทศ เช่น การชุมนุมประท้วงรัฐ หรือการท้าทายอำนาจรัฐแบบอื่นๆ กองทัพจะไม่มายุ่งกับกิจการเหล่านี้ กองทัพทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยเป็นหลักอย่างเดียว กองทัพเวียดนามจึงยังคงบทบาท “กองทัพประชาชน” ไว้ได้ค่อนข้างเหนียวแน่น และเป้นเกราะปกป้องระบอบปัจจุบันเอาไว้ได้อีกทีหนึ่ง

ส่วนกองทัพไทยปัจจุบันเป็นอย่างไรน่ะ อย่าไปกล่าวถึงท่านเลย เพราะท่านกำลังคืนความสุขให้ประชาชนอยู่ - See more at: http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra/post/4842#sthash.igR2rAFu.dpuf

Read Comments
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ยุกติ มุกดาวิจิตร: เราไม่ได้อยู่คนเดียวในกะลา

ข่าวการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับบ้านขนาดมหึมาอย่างตื่นตระหนก ชวนให้นึกถึงคำอธิบายโลกปัจจุบันของใครต่อใครได้มากมาย ชวนให้คิดถึงปรากฏการณ์ที่ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยที่กำลังประสบอยู่ และยังทำให้หวังอย่างยิ่งว่า ชาวไทยผู้กำลังดื่มด่ำอยู่กับความสุขจนล้นเหลือจะตระหนักขึ้นบ้างว่า “เราไม่ได้อยู่คนเดียว” ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและมิติอื่นๆ
ผมอาจจะผิดหากกล่าวว่า คนที่เรียนมานุษยวิทยารุ่นผมไม่มีใครที่ไม่ถูกบังคับให้อ่านงานของอรชุน อัพพาดูราย ชื่อ “ยุคสมัยใหม่ขนาดมหึมา" (Arjun Appadurai. Modernity at Large, 1996) แต่คำสอนสำคัญที่ทุกคนจะไม่พลาดจากนักมานุษยวิทยาอินเดียผู้นี้คือ สังคมปัจจุบันเชื่อมโยงติดต่อกันอย่างแทบจะแยกจากกันได้ยากแล้ว
คำสอนนี้ไม่ได้ใหม่เอี่ยมอ่องอะไรในทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทั่วไป แต่คำสอนนี้ “ค่อนข้าง” แปลกใหม่สำหรับนักมานุษยวิทยา ที่ว่า "ค่อนข้าง” ก็เพราะ ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีนักมานุษยวิทยาที่สนใจโลกทั้งใบนอกเหนือหมู่บ้านของฉัน ก่อนหน้านี้ก็มีคนคิดทำนองนี้ แต่ก็เพราะว่าวิธีคิดแบบอัพพาดูรายนั้น แตกต่างออกมาจากนักมานุษยวิทยารุ่นก่อนตรงที่ มีมิติทางวัฒนธรรมมากกว่า และอธิบายโลกปัจจุบันได้ดีกว่า
อัพพาดูรายเสนอความเปลี่ยนแปลง 5 ภูมิทัศน์คือ ผู้คน เงินตรา การสื่อสาร เทคโนโลยี และระบบคุณค่า สังคมสมัยใหม่เกิดปรากฏการณ์ที่ 5 มิตินี้เชื่อมต่อโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน การเชื่อมต่อนี้ได้สร้างจินตนาการและปฏิบัติการอย่างใหม่ขึ้นมา คือจินตนาการและปฏิบัติการที่ว่า ไม่มีสังคมแคบๆ หยุดนิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง ตัดขาดจากโลก แบบที่คนเคยคิดกันมาในอดีตอีกต่อไป แม้ว่าเราจะไม่คิด แต่ก็ปฏิเสธการเชื่อมต่อนี้ไม่ได้ แม้ว่าใครบางคนจะไม่ยอม ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ก็ฝืนมันไม่ได้
ลองมาดูความพยายามฝืนการเคลื่อนย้ายของบางมิติดูว่า ได้เกิดผลอย่างไรต่อที่ต่างๆ ในโลกบ้าง
ในด้านของการเคลื่อนย้ายผู้คน ผู้มีอำนาจในสังคมมักไม่เห็นความสำคัญ แม้ว่าตนเอง สังคมตนเอง ครอบครัวตนเองก็อยู่ในกระแสของการเคลื่อนย้าย แต่ก็มักจะมองข้ามความสำคัญของการเคลื่อนย้ายของคนชั้นล่างๆ ลงไป กรณีนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา แรงงานอพยพจากอเมริกากลางและอเมริกาใต้หลั่งไหลเข้ามามากมาย จนกระทั่งเกิดกระแสต่อต้านแรงงานต่างชาติเหล่านี้ มีการเสนอกฎหมายให้เพิ่มโทษผู้ช่วยเหลือคนงานเหล่านี้และเพิ่มโทษคนงานผิดกฎหมายเหล่านี้
ผลก็คือ เกิดการต่อต้านของแรงงานและผู้คนที่สนับสนุนแรงงานเหล่านี้ทั่วประเทศ เกิดการเดินขบวนที่เรียกว่า “A Day Without Immigrants” (ตามภาพยนตร์ชื่อ A Day Without A Mexican ปี 2004) ของคนงานอพยพ ซึ่งจำนวนมากคือคนแม็กซิกันและคนละตินอเมริกันอพยพทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา การเดินขบวนของแรงงานอพยพในสหรัฐอเมริกาครั้งที่ใหญ่ที่สุดคือในวันแรงงานปี 2006 หากรวมๆ คนที่เดินขบวนวันนั้นทั่วประเทศ ก็จะนับได้หลายล้านคนทีเดียว หลังจากการเดินขบวนครั้งนั้นกฎหมายก็ตกไป ทั้งด้วยแรงกดดันของสังคมและด้วยกระบวนการทางกฎหมายของสหรัฐอเมริกาเอง
ในแง่ของการเคลื่อนย้ายเงินทุน ในขณะนี้ทั่วโลกทราบกันดีว่ามีความตึงเครียดที่ชายแดนทางทะเลระหว่างเวียดนามกับจีน กล่าวเฉพาะในประเทศเวียดนาม คนเวียดนามขณะนี้กังวลใจกับการถูกจีนคุกคามเขตแดนทางทะเลเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งเกิดการประท้วงประเทศจีนไปทั่วประเทศ ลามปามไปถึงมีการเผาโรงงานที่เชื่อกันว่าเป็นของนักลงทุนชาวจีนหรือไม่ก็ของรัฐบาลจีน แต่ที่ส่งผลกระทบยิ่งกว่านั้นคือ ความบาดหมางที่ลุกลามไปถึงประชาชนนี้ ได้ทำให้ประเทศจีนระงับโครงการลงทุนหลายโครงการ แน่นอนว่าโครงการใหญ่ๆ หลายโครงการลงทุนโดยรัฐบาลจีนหรือไม่ก็บริษัทร่วมทุนที่สีรัฐบาลจีนเป็นแหล่งทุนรายใหญ่
ล่าสุดชาวเวียดนามเริ่มลือกันว่าโครงการรถไฟลอยฟ้ากลางกรุงฮานอยจะเป็นหมัน มีหวังได้เห็นสโตนเฮ้นจ์กลางเมืองฮานอย หรือที่ถูกควรเรียกว่า “เสาโฮปเวล” กลางเมืองฮานอยแบบเดียวกับที่ชาว กทม. เคยได้ชื่นชมมาก่อนไปอีกหลายปี
ในโลกปัจจุบัน รับรู้กันดีว่าการติดต่อสื่อสารทั่วโลกสำคัญอย่างไร สึนามิในญี่ปุ่นและทะเลอันดามันในปี 2011 ส่งผลต่อระบบสื่อสารจนการติดต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตรวนกันไปอย่างน้อยครึ่งโลก ซึ่งนั่นมีผลต่อการติดต่อทางการเงิน การลงทุน และปากท้องของประชาชนทั่วไปด้วย
ในแง่ของความเชื่อมโยงของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทุกวันนี้ไม่ว่าจะพยายามปิดช่องทางการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตอย่างไร ก็จะยังคงมีช่องทางในทางเทคโนโลยีราคาถูกหรือแจกฟรีกันในอิมเทอร์เน็ต ที่จะช่วยให้คนเล็ดลอดการควบคุมได้อยู่นั่นเอง ผู้เชี่ยวชาญในโลกอินเทอร์เน็ตบางคนถึงกับสรุปว่า ต้นทุนในการควบคุมข่าวสารในโลกปัจจุบันนั้น สูงยิ่งกว่าต้นทุนในการเล็ดลอดจากการควบคุมมากมายนัก
เมื่อผู้คน เงินตรา การสื่อสาร และเทคโนโลยีไหลเวียน ก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จินตนาการต่อสังคมจะเปลี่ยนไป เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กว้างกว่าเรา เราก็ไม่อาจหนีพ้นจินตนาการต่อสังคมที่ชาวโลกเขามีกัน เราก็ไม่อาจฝืนระบบคุณค่าที่อาจดูแปลกใหม่จากที่เราคุ้นเคย จินตนาการนี้ไม่ได้เป็นเพียงความคิดคำนึงต่อสังคม แต่มันยังเป็นความพยายามที่จะทำให้ความฝันเป็นความจริงขึ้นมาด้วย ก็เหมือนๆ กับที่เราเคยจินตนาการกันว่าสังคมไทยเป็นสังคมร่มเย็นเป็นสุข แม้ว่ามันจะไม่ร่มเย็นเป็นสุข เราก็พยายามจะทำให้มันเป็นอย่างนั้น
ปัจจุบัน ผู้คนก็ยังอยากเห็นสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข แต่เป็นความร่มเย็นเป็นสุขที่ถ้วนหน้ากัน เคารพกันและกัน ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดแตกต่างกันอย่างไร เป็นความร่มเย็นเป็นสุขที่ผู้คนต้องการอยู่อย่างเสมอหน้าทัดเทียมกัน ไม่ว่าจะในทางเศรษฐกิจ การเมือง การแสดงออก และการเรียนรู้ นี่เป็นเรื่องพื้นฐานของคน เราทุกคนต่างมีความคิดความต้องการอย่างนี้
มีคนเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “สิทธิมนุษยชน” บ้าง “ประชาธิปไตย” บ้าง คำเหล่านี้เป็นคำใหม่ในภาษาไทย ดูเสมือนเป็นความคิดที่ถูกนำเข้ามา แต่มันไม่ได้แปลว่าความคิดและปฏิบัติการของสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เคยมีมาก่อนหรือไม่ได้เคยเป้นความหวังความฝันของคนในดินแดนนี้มาก่อน
เช่นเดียวกับที่ภาษาไทยไม่เคยมีคำว่า “สี” แต่เราก็แยกแยะ ขาว ดำ แดง เหลือง ได้ก่อนแล้ว ภาษาไทยไม่เคยมีคำว่า “อวัยวะ” แต่เราก็มี มือ หัว ขา ไส้ ตับ ไต เช่นเดียวกับที่ภาษาไทยดั้งเดิมไม่เคยมีคำว่า “ชาติ” “ประเทศ” และภาษาไทยปัจจุบันก็เข้าใจสองคำนี้แตกต่างไปจากในอดีต แต่ไม่ใช่ว่าคนไทยจะรับรู้ถึงการมีอยู่ถึงสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ ไม่ใช่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่ เพียงแต่เราไม่เคยแยกแยะให้ชัดเจนเป็นตัวเป็นตนอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน
โลกที่เคลื่อนไหวอยู่ทุกวันนี้แตกต่างไปจากโลกที่เราเคยจินตนาการไปมากแล้ว หากเราฝืนความเปลี่ยนแปลงของโลก เราก็จะได้รับผลกระทบแบบที่เห็นๆ และหากยังไม่หยุดฝืนโลก เราจะได้รับผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอุดรูอย่างไร กะลาเราก็จะรั่วเสมอ
- See more at: http://blogazine.in.th/blogs/yukti-mukdawijitra/post/4861?page=1#sthash.FOQeJZm6.dpuf

Read Comments
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กฎหมายใช้ที่ไหนนะ?: โอ้ยยย...กฎหมาย ง่ายๆหน่อยได้ไหมนะ 12

หลังจาก คสช. ได้เรียกคนไทยในต่างแดนมารายงานตัว และมีความพยายามนำคนเหล่านั้นกลับมาดำเนินคดีในประเทศ

ทำให้เกิดคำถามว่า กฎหมายใช้ไปได้ถึงที่ไหนบ้าง?  ขอบเขตของกฎหมายก็เชื่อมโยงกับองค์ประกอบของ รัฐ
ยังจำกันได้ไหมครับ ว่า รัฐประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
1) ประชากร   2) ดินแดน   3) เอกราช   4) องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย
ตอบอย่างนี้ก็ได้ 1 คะแนน เมื่อไปสอบล่ะนะครับ
หากจะสรุปในประโยคเดียวให้เห็นเป็นรูปธรรม ก็คือ ประเทศที่มีรัฐบาลที่ใช้อำนาจปกครองประชากรในเขตดินแดนนี่ล่ะครับ   สิ่งที่ชัดเจนมากในโลกปัจจุบัน คือ มีประเทศนั้นปรากฏขึ้นมาบนแผนที่โลก มีเขตแดนค่อนข้างชัดเจน    โดยดินแดนนั้นต้องมีกฎหมายของตัวเอง!

ดินแดนมีความสำคัญอย่างไร
“เขตอำนาจศาล” คำนี้คงเคยผ่านตากันมาบ้างนะครับ   มันหมายความความว่า การใช้อำนาจของรัฐเหนือพื้นที่หนึ่ง   ซึ่งในโลกนี้มีความชัดเจนมาสักสองร้อยกว่าปีหลังนี่ล่ะครับว่า   ต่อไปนี้จะมีการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนว่า   “รัฐใดจะมีอำนาจในเขตไหน”    รัฐสมัยใหม่จึงมาพร้อมแผนที่และการกำหนดเขตแดนกับรัฐเพื่อนบ้านนี่เอง   ย้ำว่ามันเกิดมาไม่กี่ร้อยปีนี่เองครับ
ความสำคัญของมัน คือ การกีดกันมิให้รัฐอื่น เจ้าหน้าที่รัฐอื่น เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในดินแดนเรานั่นเองครับ   ทั้งดินแดนทางพื้นดิน ผืนน้ำ และแผ่นฟ้า  ลากขึ้นไปจนสุดที่ชั้นบรรยากาศเลยครับ   เวลาเครื่องบินจะผ่านจึงต้องมีการตกลงเส้นทางการบินล่วงหน้า และขออนุญาตก่อน
หากจะให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนเราไปเที่ยวแล้วจะเข้าพัก หลับนอนที่ไหน ก็มักจะกราบไหว้ “เจ้าที่” เจ้าทาง ที่อยู่มาก่อนในบริเวณนั้น เพื่อขออนุญาตเสียก่อนป้องกันภยันตรายใดๆที่เจ้าถิ่นเดิมจะมาทำภยันตราย
การถือกำเนิดดินแดนและแผนที่จึงเป็นการเปลี่ยนเจ้าที่เจ้าทางในอดีต ให้กลายเป็น รัฐบาล ที่ให้คุณให้โทษเหนือดินแดนรัฐนั้นๆ   ความชัดเจน แน่นอน มั่นคง เหนือดินแดน รวมถึงการลากเขตแดนบนแผนที่จึงต้องเกิดขึ้น   เพราะกองทัพ รัฐบาล ข้าราชการ ตำรวจ รวมไปถึงศาลจะใช้อำนาจเด็ดขาดเหนือดินแดนนั่นเอง
แม้เป็นคนชาติอื่น เป็นบริษัทของต่างชาติ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเจ้าของดินแดน   ซึ่งหลักการนี้ได้รับการยืนยันมาตลอดด้วยการทวงคืนเอกราชทางการศาล เพื่อริบคืนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนชาติอื่นกลับมา   เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นใครก็ตาม  

กฎหมายใช้ที่ไหนบ้าง?
กฎหมายจึงใช้บังคับได้เต็มในประเทศ หากรัฐนั้นมีเอกราช!
จะมีก็แต่เพียงกรณีการให้เอกสิทธิ์ทางการทูตกับผู้นำและเจ้าหน้าที่ทางการทูตของประเทศที่ได้ทำสัญญาตกลงแลกเปลี่ยนกัน   คือ   บุคคลเหล่านี้ไม่ต้องขึ้นศาลภายใน แต่อาจต้องรับโทษและรับผิดชอบความเสียหายด้วยกระบวนการภายในรัฐตน    เพื่อป้องกันมิให้ ผู้นำหรือนักการทูต ต้องมาตกในเงื้อมมือของรัฐเจ้าของดินแดน ซึ่งเสี่ยงต่อการรักษาความลับ และอำนาจต่อรองของชาติ  
ส่วนจะเรียกร้องสิทธิต่อผู้นำประเทศและเจ้าหน้าที่การทูตต่างชาติอย่างไร รอติดตามได้ในตอนถัดไปครับ ว่าด้วย กฎหมายใช้กับใคร และความคุ้มกันทางการทูต

กลับมาที่การใช้กฎหมายในรัฐ หากใครกระทำความผิด หรือมีข้อพิพาทในดินแดนในรัฐใด ก็ต้องเอากฎหมายของรัฐนั้นมาปรับใช้   เช่น   คนฝรั่งเศสขับรถชนกับคนจีนบริเวณประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ ก็ต้องใช้กฎหมายจราจรทางบก และกฎหมายแพ่งฯ เกี่ยวกับละเมิด ของไทยมาปรับใช้
กรณีที่มีคนถามถึงมากขึ้น คือ การแต่งงานกับชาวต่างชาติ   ก็เช่นกันครับ แต่งที่ไหนก็ใช้กฎหมายรัฐนั้น ถ้าไปแต่งกันนอกประเทศ แต่อยากได้กฎหมายไทยบังคับใช้  จะทำยังไง   ไม่ยากครับ ไปขอจดทะเบียนที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างแดน เหมือนที่เซเลปหลายคนเขาทำกันไงครับ  
คงจำกรณีดาราสาวไทยท่านหนึ่งแต่งงานกับสามีชาวอิตาเลียนที่เป็นผู้บริหารของสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกได้นะครับ   หากท่านอยู่ในสถานการณ์นี้ อยากได้กฎหมายครอบครัวของประเทศไหนคุ้มครองดีครับ   ผมบอกให้สุภาพสตรีทราบละกันครับ    ถ้าทานเป็นสตรีที่ยึดมั่นในความรักและการดูแลกันไปชั่วชีวิต ควรเลือกไปจดทะเบียนที่อิตาลี หรือสถานทูตอิตาลีครับ   เพราะกฎหมายอิตาลีกำหนดให้สามีดูแลภรรยาไปตลอดชีวิต แม้จะหย่าร้างกันไปแล้วครับ   เพราะมีรากฐานมาจากศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก

แล้วจะใช้กฎหมายไทยออกไปนอกประเทศได้หรือไม่?
จริงอยู่ที่กฎหมายจะมีเขตอำนาจศาลในการบังคับอยู่ภายในดินแดน แต่ก็มีกรณีที่รับรู้กันทั่วโลกว่าจะมีกฎหมายอาญาแผ่นดินหมวดหนึ่งที่จะให้อำนาจรัฐ ติดตาม จับกุม ผู้กระทำความผิดที่อยู่นอกประเทศมาดำเนินคดีได้   ไม่ว่าจะกระทำในประเทศแล้วหลบหนีไป หรือ ตระเตรียมและกระทำภายนอกประเทศทั้งหมดก็ตาม
ใช่แล้วครับ   มันคือ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง   หรือให้ตรงกว่านั้น คือ การก่อกบฏ ครับ ซึ่งเหมือนกันทั่วโลกนะครับ   เพียงแต่ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐไทย มีหลายมาตราที่เพิ่มมากไปกว่าประเทศอื่นๆ ก็เท่านั้นเองครับ
แต่มันก็ไม่ง่าย ที่จะบังคับตามกฎหมายนอกประเทศ แม้จะเป็นความผิดฐานการทำลายความมั่นคงทั้งหลาย   เพราะแม้มีหมายจับจากศาลไทย หรือมีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้วก็ตาม  จะต้องมีการติดตามนำตัวจำเลยหรือผู้ต้องหา หรือนักโทษ ฯลฯ  กลับมาดำเนินคดี หรือจำคุก ประหารชีวิต ในประเทศไทยอยู่ดี

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ผู้ลี้ภัยทางการเมือง
การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจึงเป็นเรื่องที่เราได้ยินบ่อยครั้งในโลกปัจจุบัน เพราะการเดินทางหรือสื่อสารข้ามพรมแดนเป็นเรื่อง่ายดายมากขึ้น   ไม่ต้องคดีคนดังคนสำคัญอะไร คนธรรมดาก็อาจอยู่ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน หรือผู้ลี้ภัย เอาง่ายๆในยุคโลกาภิวัฒน์
เกณฑ์สำคัญที่จะทำให้รัฐประสานความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศได้ ก็คือ  
1)      มีสนธิสัญญาล่วงหน้าในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐไทย กับ รัฐที่จะขอความร่วมมือ
2)      ความผิดที่กล่าวหากันนั้นจะต้องเป็นความผิดที่กำหนดร่วมกันไว้ในสนธิสัญญา หรือ เป็นความผิดตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ ต้องตรงกัน
3)      ความผิดนั้นต้องไม่มีลักษณะเป็นคดีทางการเมือง กล่าวคือ มิใช่โทษที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่เพิ่งจะมีการกำหนดหลังจากมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง หรือมีการเร่งรัดลงโทษฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
4)      โทษของความผิดนั้นจะต้องไม่เป็นโทษประหารชีวิต หากจะขอความร่วมมือจากประเทศในสหภาพยุโรป
5)      นอกจากนี้อาจมีรายละเอียดปลีกย่อย ตามนโยบายของประเทศหรือภูมิภาคนั้น เช่น ต้องไม่มีลักษณะการปฏิเสธความยุติธรรมในชั้นศาล การขาดกระบวนการประกันสิทธิที่เป็นธรรม ฯลฯ
หากเข้าเกณฑ์ที่ว่าไว้ก็ดำเนินการในประเทศที่ร้องขอไป แต่ฝ่ายที่ถูกติดตามตัวก็ยังใช้สิทธิต่อสู้คดีเพื่อคัดค้านการส่งตัวในศาลประเทศนั้นๆได้อีก เช่นกัน   
            การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจึงเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และกระบวนการยุติธรรมในประเทศที่บุคคลเหล่านั้นเข้าไปอยู่ด้วย   ซึ่งมีหลายคดี หรือ หลายบุคคล แทนที่จะถูกส่งตัวมาดำเนินคดี กลับได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองแทน   ด้วยเหตุที่รัฐต้องทางขาดไร้ซึ่งนิติธรรม และการประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรม   หรือมีการลงโทษฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เป็นต้น

มีกรณีใดบ้างที่ทำผิดแล้วหนีไปอยู่ที่ไหนก็ไม่พ้นคดี?
ตอบทันทีเลยว่า มีครับ  เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับคดีดังๆ ในประเทศไทยด้วย   นับตั้งแต่ คดีอุ้มหาย คดีการซ้อมทรมานลอบสังหาร คดีการประหัตประหารผู้ชุมนุมทางการเมือง ไปจนถึงนโยบายปราบปรามผู้ต้องหาคดียาเสพย์ติดและมีอิทธิพล เป็นต้น
คดีเหล่านี้ หากมีลักษณะเป็น คดีอาญาระหว่างประเทศ อาทิ การก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม ก็จะมีลักษณะเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ และผิดในทุกตารางมิลลิเมตรของโลก   เพราะเป็นความผิดที่อยู่ใน “เขตอำนาจศาลสากล”
คดีที่ถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศนี้หากพบเจอผู้กระทำความผิด สามารถร้องให้รัฐเจ้าของดินแดนนั้นๆดำเนินคดีในศาลประเทศนั้นหรือจะส่งกลับมารัฐต้นทางก็ได้   กรณีดังๆ ก็เช่น ในยุคหลังสงครามโลก มีองค์ของชาวยิวและสายลับอิสราเอล ติดตามเหล่านายทหารนาซีที่หลบหนีไปยังประเทศต่างๆมาดำเนินคดี     และที่สำคัญกว่านั้น คือ รัฐที่คนเหล่านั้นไปอาศัยอยู่อาจริเริ่มคดีเองก็ได้อีกด้วย เช่นกัน
ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ก็เป็นศาลที่ตั้งขึ้นมาจัดการกับเรื่องนี้ หากการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศนั้นไม่มีการเอาผิดผู้กระทำ หรือมีการนิรโทษกรรมจน ผู้กระทำผิดลอยนวลไป   เนื่องจากความผิดที่เกิดขึ้นในที่ใดในโลกก็ย่อมเป็นภาระหน้าที่ของคนทั้งโลกที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกันในการแก้ไขให้ได้    แม้ดินแดนหนึ่งจะทำให้ความผิดหรือโทษหายไป แต่ก็ยังเป็นความผิดที่ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้   รัฐไทยจึงควรให้สัตยาบันศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อป้องกันมิให้คนชั่วลอยนวล ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม

กฎหมายจะใช้บังคับเฉพาะพื้นที่ได้หรือไม่?
การบังคับใช้กฎหมายเฉพาะพื้นที่เป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากเป็นการเลือกประติบัติต่อคนบางพื้นที่ เช่น ทำไมคนพื้นที่นี้จึงออกจากบ้านในยามค่ำคืนไม่ได้ ทำไมคนอีกพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองได้ ทำไมวิทยุชุมชนในท้องถิ่นนี้โดนสั่งควบคุม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง คือ มีการจำกัดสิทธิของประชาชนบางพื้นที่ด้วยการประกาศใช้กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉินฯ  พรบ.ความมั่นคงฯ   ซึ่งล้วนสร้างผลกระทบให้คนในพื้นที่นั้นเป็นอย่างมาก   และมีผลต่อการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในพื้นที่ เนื่องจาก คนไม่สามารถพูดความจริง ความในใจออกมา เพราะต้องเกรงกลัวอำนาจรัฐ   แล้วจะนำไปสู่การเปิดอกคุยกันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างไร
การบังคับใช้กฎหมาย จึงต้องใช้ เกณฑ์ของ “การกระทำ” และ “การงดเว้นกระทำ”  ที่เสมอภาคกันไม่ว่า ทำอะไรก็ต้องได้ผลเหมือนกันทั่วราชอาณาจักร   หรือกลับกัน หากคนในพื้นที่อื่นมีเสรีภาพในเรื่องใด คนในพื้นที่ทั่วประเทศไทยก็ต้องมีเสรีภาพถ้วนทั่วกัน

มีเรื่องใดที่ต้องมีกฎหมายเฉพาะพื้นที่บ้าง?
แต่ก็มีกฎหมายอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความจำเป็นในการใช้กฎหมายเฉพาะพื้นที่ เพราะคุณสมบัติของสิ่งที่ต้องการปกป้องคุ้มครองเป็นพื้นที่   เช่น กฎหมายในการอนุรักษ์คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ  เช่น อนุสัญญาอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ  หรือ   กฎหมายดิน น้ำ ป่าไม้ อุทยาน เป็นต้น
แต่สิ่งที่ถกเถียงต่อเนื่องกันมายาวนาน คือ “ใครควรมีอำนาจ/สิทธิในการกำหนดพื้นที่”
นับตั้งแต่มีการสถาปนารัฐสมัยใหม่ ที่มีการลากแผนที่แล้วใช้อำนาจรัฐส่วนกลางเข้ายึดคืนอำนาจจากผู้นำท้องถิ่น หัวเมือง แคว้น ทั้งหลาย   ทำให้เกิดการล่มสลายของระบบจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่   จึงมีความพยายามศึกษาจนเป็นที่มาของระบอบ “การจัดการทรัพยากรร่วม”
ซึ่งเป็นงานที่ทำให้ ผู้ทำการศึกษาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เพราะระบอบนี้ได้ถูกนำเอาไปใช้อย่างได้ผลในหลายเรื่อง ทั้ง การจัดการที่ดิน น้ำ ป่า ไปจนถึงชั้นบรรยากาศ
“การจัดการทรัพยากรร่วม” เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ทั่วโลก ทั้งในภูมิภาคเอเชีย อัฟริกา อเมริกา   แต่ได้ถูกสลายไปในยุคล่าอาณานิคม   เช่นเดียวกับไทยที่ ระบบจัดการท้องถิ่นนี้ถูกสลายไปเมื่อมีการสถาปนารัฐไทยสมัยใหม่ และใช้กฎหมายฉบับเดียวคลุมทั่วราชอาณาจักร จนสร้างผลกระทบ

พหุนิยมทางกฎหมาย กับ การพัฒนาอย่างยั่งยืน
การพัฒนาที่ล้มเหลวซึ่งสร้างผลกระทบต่อคนในท้องถิ่น ได้ทำให้การนำ สิทธิชุมชน ซึ่งได้รับการผลักดันมาแล้วทั่วโลก กลับมาสร้างพลังให้กับประชาชนและชุมชนที่ต้องการฟื้นฟูระบบการจัดการทรัพยากรในพื้นที่มิให้ตกอยู่ใต้การผูกขาดอำนาจของรัฐแบบเบ็ดเสร็จ
เนื่องจากในหลายกรณี พบว่า การให้รัฐผูกขาดอำนาจแต่ฝ่ายเดียว อาจดูแลไม่ทั่วถึง ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ หรือนำไปสู่การให้สัมปทาน หรือมอบอำนาจให้โครงการพัฒนาที่ทำลายชีวิต บั่นทอนสุขภาพ และก่อมลพิษต่อระบบนิเวศน์เป็นอย่างมาก
การสร้างระบบการจัดการในท้องถิ่น ซ้อนเข้ามาในระบบกฎหมายใหญ่ของรัฐ เพื่อทำให้เกิดการจัดการพื้นที่อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จะทำให้การบริหารจัดการพื้นที่มีมิติและเกิดการสถาปนาระบอบจัดการทรัพยากรร่วมกันมากขึ้น   เพราะมีหลายชุมชนที่พิสูจน์แล้วว่าหากให้ประชาชนมีส่วนร่วมก็จะมีคนช่วยสอดส่องมากขึ้น  
กลับกัน หากริบอำนาจไปจากคนในท้องถิ่น อาจเปิดช่องให้กลุ่มทุนฉวยโอกาสเข้าใช้พื้นที่เพราะมีอิทธิพลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติในการคัดง้างกับรัฐ หรือแม้กระทั่งปรับนโยบายระดับชาติได้เลยทีเดียว
- See more at: http://blogazine.in.th/blogs/streetlawyer/post/4856#sthash.lPpl7rBH.dpuf

Read Comments
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS